บทที่ 4 ชื่อที่ตกหล่น

ดาบบุญส่งมาถึงห้องสืบสวนพร้อมกล่องกระดาษกับถุงยา

“อย่าเพิ่งถามนะครับ ขอวางก่อน”

จ่าเนศรีบรับกล่องไป ดาบยืนหายใจอยู่ข้างโต๊ะ ครั้นภูเมืองเลื่อนเก้าอี้ให้ก็ยกมือห้าม

“นั่งมาทั้งวันแล้วครับ ยืนหน่อยก็ดี”

“แล้วแบกขึ้นมาทำไม โทรให้ผมลงไปรับก็ได้”

“เมื่อก่อนแบกหนักกว่านี้ยังวิ่งได้”

เขาพูดเหมือนนึกขำ แต่สุดท้ายก็นั่ง

บนฝากล่องมีเลขปีที่ภาวดีหาย ภูเมืองวางปากกาลง

“เจอแฟ้มแล้วหรือครับ”

“ได้สำเนาที่เก็บไว้กับหนังสือส่งครับ ต้นฉบับกำลังตามอยู่ บางแผ่นสีจาง ต้องค่อย ๆ ดู”

ดาบบุญส่งทำงานฝ่ายอำนวยการมานานกว่าสิบปี หลังสุขภาพทำให้ต้องออกจากงานสืบสวน เขาจำตู้เอกสารได้แม่นพอ ๆ กับที่เคยจำทางหนีในชุมชน

“ผมเรียงตามวันที่ให้แล้ว แต่อย่าเพิ่งเชื่อว่าครบ ดูเลขหน้าด้วยครับ”

ภูเมืองรับถุงมือที่จ่าเนศส่งให้ ก่อนค่อย ๆ เปิดแฟ้ม

รูปภาวดีติดอยู่บนกระดาษแผ่นแรก

เป็นรูปชุดนักเรียนที่ครอบครัวใช้ประกาศตามหา เขาจำได้ว่าตัวเองเป็นคนเลือกรูปนี้ เพราะเห็นหน้าเธอชัดที่สุด

มุมล่างมีรอยปากกาที่แม่ขีดแก้ส่วนสูง

ภูเมืองพลิกผ่านช้า ๆ รายการเสื้อผ้า เวลาออกจากบ้าน ชื่อเพื่อนที่ถูกเรียกมาสอบถาม ทุกอย่างคุ้นจนเผลอคิดว่าจำได้หมด

“แผ่นนี้ครับ” จ่าเนศแตะขอบกระดาษ

บันทึกคำให้การแม่กล่าวถึงหญิงแต่งกายคล้ายนักศึกษาที่มารอหน้าบ้านจริง แต่ไม่มีชื่อ

ถัดไปเป็นรายชื่อบุคคลที่ต้องตรวจสอบ

ช่องหนึ่งเขียนไว้ว่า รุ่นพี่ชื่ออร

มีเครื่องหมายคำถามกำกับ

ภูเมืองดึงสมุดมาจด แล้วอ่านบรรทัดก่อนหน้าอีกครั้ง

ข้อมูลมาจากเพื่อนร่วมชั้นของภาวดี เธอเคยเห็นน้องสาวเขาคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งหลังเลิกเรียน และได้ยินเรียกว่า ‘พี่อร’

“มีผลตรวจสอบต่อไหม”

จ่าเนศพลิกกระดาษไปจนสุดชุด ก่อนย้อนดูเลขหน้า

“หน้านี้ 14 แล้วข้ามไป 17 ครับ”

ดาบบุญส่งดึงใบรายการเอกสารเข้าหาตัว

“เดี๋ยวผมเช็กชุดต้นฉบับให้ อาจตกตอนถ่ายสำเนา อย่าเพิ่งสรุปว่าหาย”

ภูเมืองพยักหน้า ชื่อนั้นยังบอกอะไรไม่ได้มาก แต่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขามีคำใหม่ให้ค้น

“ตามเพื่อนคนที่ให้ข้อมูลด้วยครับ ผมอยากรู้ว่าเขาจำหน้าได้ไหม”

พูดจบเขาจึงหันไปหาดาบบุญส่ง

“ดาบกินข้าวหรือยัง”

อีกฝ่ายมองถุงยาบนโต๊ะแล้วหัวเราะ

“กำลังจะกินครับ แต่เห็นชื่อแฟ้มแล้วลืม”

ภูเมืองลุกไปหยิบกระเป๋าสตางค์

“งั้นลงไปพร้อมผม”

นวลละออกำลังแกะหลอดกาแฟตอนภูเมืองเดินเข้าร้านอาหารหน้าโรงพยาบาลช่วงเย็น

เขามาคนเดียว คราวนี้ไม่มีแฟ้มในมือ

“นั่งด้วยได้ไหมครับ”

เธอพยักหน้าแล้วเลื่อนถุงขนมปังพ้นเก้าอี้

“ประชุมอีกหรือคะ”

“เอาเอกสารมาเพิ่มให้หมอธวัชครับ แล้วจะกลับสถานีตำรวจ”

คนขายยกข้าวต้มมาวาง เธอขอช้อนเพิ่มให้เขา แต่เขาส่ายหน้า

“ผมกินแล้วครับ หมอกินเถอะ”

นวลละออคนข้าวต้ม พอเขาถามว่าได้นอนบ้างไหม เธอก็ตอบทั้งที่ยังมองชาม

“นิดหน่อยค่ะ”

“เมื่อเช้าหน้าซีดมาก”

เธอเงยขึ้น เขารีบยกแก้วน้ำดื่ม ราวกับเพิ่งรู้ว่าตัวเองมองละเอียดเกินไป

“ลูกน้องผมก็หน้าแบบนี้เวลาอดนอน”

“ลูกน้องสารวัตรคงดีใจที่ได้เป็นตัวอย่าง”

เขาหัวเราะ เธอยิ้มบาง ๆ แล้วตักข้าวต้มคำแรก

ไม่มีใครพูดถึงศพอยู่พักหนึ่ง

“เมื่อเช้าผมกลับบ้านมา” ภูเมืองบอก

“เรื่องน้องสาวหรือคะ”

เขาพยักหน้า

“พ่อกับแม่ยังเก็บห้องไว้เหมือนเดิม ผมเคยคิดว่าอยากให้เขาเก็บของบ้าง จะได้ไม่ต้องเห็นทุกวัน”

“ได้บอกไหมคะ”

“ไม่กล้าครับ พอแม่ถามว่าถ้าน้องกลับมาจะให้นอนที่ไหน ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไง”

นวลละออวางช้อน

ที่บ้านเธอก็มีห้องซึ่งไม่มีใครเปลี่ยนผ้าปูเป็นลายอื่น แม่ซักแล้วนำชุดเดิมกลับไปปู แม้สีจะซีดจนแทบมองไม่เห็นดอกไม้

“บางทีเขาอาจรู้ค่ะ” เธอพูด “แค่ยังเก็บไม่ไหว”

ภูเมืองไม่ได้ถามว่าเธอหมายถึงใคร

โทรศัพท์เขาสั่น ข้อความจากจ่าเนศขึ้นบนหน้าจอ เขาอ่านแล้วขอตัว โดยวางเงินค่าน้ำไว้ใต้แก้ว

“กินให้หมดนะครับ”

เธอมองชามแล้วมองเขา

“ฉันไม่ได้จะหนีค่ะ”

เขายิ้ม คราวนี้ดูเหนื่อยน้อยลงนิดหนึ่ง

จ่าเนศตามเพื่อนเก่าของภาวดีได้จากเบอร์ที่แม่เธอให้มา ปัจจุบันเจ้าตัวทำงานอยู่อีกจังหวัดและสะดวกคุยทางวิดีโอ

ภูเมืองนั่งนอกมุมกล้อง ให้พนักงานสอบสวนเป็นคนถาม

“จำได้ว่าเคยให้ข้อมูลเรื่องรุ่นพี่ชื่ออรไหมครับ”

หญิงสาวบนจอขมวดคิ้ว

“จำได้ค่ะ ตอนนั้นบอกตำรวจไป แต่ไม่ทราบว่าเขาตามเจอไหม”

เธอจำชื่อจริงไม่ได้ รู้เพียงว่าภาวดีเคยขอยืมโทรศัพท์โทรหาผู้หญิงคนนี้

เมื่อเจ้าหน้าที่ถามถึงสิ่งที่คุยกัน เธอก้มมองมือตัวเอง

“ภาไม่ค่อยเล่าค่ะ แต่มีครั้งหนึ่งทะเลาะกันทางโทรศัพท์”

“ได้ยินว่าอย่างไรครับ”

“ประมาณว่าไม่ไปแล้ว แล้วก็…เลิกมารอหน้าบ้านได้แล้ว”

ภูเมืองหยุดจด

“นานแค่ไหนก่อนหายครับ”

“จำวันไม่ได้ค่ะ อย่าให้หนูเดาเลย”

เจ้าหน้าที่พยักหน้า แล้วจึงขออนุญาตให้ดูภาพผู้หญิงที่ยังมีชีวิต โดยไม่บอกก่อนว่าพบอะไร

เธอขยับเข้าใกล้จอ มองอยู่นาน

“คล้ายค่ะ แต่หนูยืนยันไม่ได้ ผ่านมานานแล้ว”

หลังจบสาย ภูเมืองเปิดบันทึกหน้า 14 อีกครั้ง

ตรงท้ายกระดาษมีประโยคสั้น ๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาอ่านข้ามไป

ผู้ให้ถ้อยคำแจ้งว่าภาวดีมีท่าทีหวาดกลัว ไม่ต้องการให้ครอบครัวทราบ

เขานั่งอ่านข้อความนั้นจนเสียงจ่าเนศเรียกเป็นครั้งที่ 2

ตลอด 12 ปี เขาพยายามคิดว่าน้องถูกพาไปอย่างไร

แต่ก่อนวันนั้น เธอเคยพยายามบอกใครแล้วหรือยัง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป